http://abirdnest.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 สินค้า&บทความ

 เว็บบอร์ด

 birdnest farming

 ชำระค่าสินค้า

 รวมรูปสินค้า

สถิติ

เปิดเว็บ17/12/2007
อัพเดท23/05/2019
ผู้เข้าชม913,749
เปิดเพจ800,015

บริการ

หน้าแรก
สินค้า&บทความ
เว็บบอร์ด
birdnest farming website
ชำระค่าสินค้า
รวมรูปสินค้า
ข่าวใหม่วันนี้
ฝากข้อความ ถึงเรา

สินค้าคุณภาพของเรา

ความรู้เรื่อง รังนก

เทคโนโลยี & นกแอ่นกินรัง

ปริศนานกนางแอ่น

เวบน่าสนใจ

AbirdnestChina

ขายตึกนกทำเลเยี่ยม

ผลงานบ้านนก โดย Abirdnest

สินค้า

เนื้อหาข่าว ธุรกิจบ้านนกแอ่น จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 12ตุลาคม51

(อ่าน 7926/ ตอบ 4)

เอ๋

ธุรกิจบ้านรังนกอีแอ่น ขุมทรัพย์สร้างได้ด้วยเทคโนโลยี


ที่มา   http://ethainews/archives/7261


Posted by admin 13 October, 2008


โดย ปจิตรา สมหมาย นักข่าว นสพ.กรุงเทพธุรกิจ


ภาพเดิมของการหารังนก ที่นกอีแอ่นทำรังเอาไว้ตามเกาะและต้องใช้แรงงานคนปีนขึ้นไปเก็บ เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีช่องทางใหม่เข้าใหม่ นั่นก็คือการนำเอาเทคโนโลยีเรียกนกเข้ามาทำรังภายในบ้าน หรือ ″บ้านรังนกอีแอ่น″ ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 45,000-50,000 บาทต่อกิโลกรัม จากการขายรังนกให้กับผู้รับซื้อ แม้ว่าจะต่างกับราคารังนกธรรมชาติบนเกาะ ที่มีราคาผลผลิตอยู่ที่ 80,000-100,000 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากเทียบกับการลงทุน และมีตอบแทนที่ไม่ต้องเสี่ยงมากจนเกินไปในแง่ของแย่งชิงสัมปทานรังนก เพื่อให้ได้สิทธิในการเข้าทำประโยชน์แล้ว ธุรกิจบ้านรังนกอีแอ่นจึงเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่น่าสนใจ


″ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ธุรกิจบ้านรังนกกำลังเป็นทางเลือกสำหรับนักธุรกิจที่ถือเงินเย็นในกลุ่มโรงแรม จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมามีกลุ่มสถาปนิก และนักธุรกิจทดลองทำบ้านรังนก ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยแล้วกว่า 30 หลัง (30 ราย) บ้านบางหลังสามารถเก็บรังนกขายแล้ว โดยแต่ละรอบใช้เวลา 21 วัน แต่กลุ่มที่ประสบความสำเร็จมานานแล้วนั่นคือกลุ่มธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมในย่านถนนสายนิพัทธ์อุทิศ 1 ในหาดใหญ่ สงขลา ทุกวันนี้สามารถเก็บรังนกขายสร้างกำไรมหาศาล″ ฉลอง อักโขมี ที่ปรึกษาธุรกิจบ้านรังนก นักธุรกิจรายแรกๆ ของภาคใต้ ที่หันมาทำธุรกิจทางด้านนี้ บอกกับ ″กรุงเทพธุรกิจ″


ฉลอง รับเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบบ้านรังนก ดูแลทั้งแต่ภายนอกและภายใน กล่าวสำหรับการสร้างบ้านนกที่สำคัญต้องคำนึงถึงพลศาสตร์การบิน ทิศทางการเข้าของนก ″รังนกกินรัง″ หรือนกบ้านเกิดขึ้นครั้งแรกที่ปัตตานี โดยบ้านหลังดังกล่าวมีนกอีแอ่นเข้ามาทำรัง ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และทุกวันนี้ยังเก็บรังนกขายอยู่ ข้อจำกัดในแง่ของสถานการณ์ความไม่สงบ ทำให้ธุรกิจโรงแรมในภาคใต้ เริ่มมองหาช่องทางในการสร้างรายได้ ด้วยการใช้ตัวโรงแรม เป็นแหล่งบ้านรังนก"


ธุรกิจบ้านรังนกเติบโตจากนักธุรกิจมาเลเซีย และสิงคโปร์ที่ร่วมกันบุกเบิก ซึ่งเทคโนโลยีด้านการเรียกนกเข้าบ้านนั้นใช้เทคโนโลยีมาจากอินโดนีเซีย แต่ที่พัฒนาและก้าวหน้าไปมากก็คือมาเลเซีย ส่วนไทยยังเป็นรองอยู่มาก ข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือต้องมีเสียงเรียกนก ″เสียงข้างนอก″ และด้านในก็เป็นคนละเสียง หรือ ″เสียงเรียกใน″ การปรับอุณหภูมิ รวมทั้งการเลือกทำเลก็สำคัญ เหล่านี้คือองค์ประกอบ


พิเชษฐ์ อินทรพาณิชย์ เจ้าของบ้านรังนกปากพนัง บอกว่า ลงทุนทำธุรกิจบ้านรังนกที่ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2544 และบ้านรังนกมาขยายตัวอย่างมากในปี 2546-2547 แต่ปริมาณบ้านรังนกที่เกิดขึ้นมามากกว่า 300 หลัง กลายเป็นการแย่งนกกันเอง ทำให้หลายคนที่ลงทุนไปแล้วรับผลกระทบ ″ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพื่อดึงให้นกเข้ามาทำรังนกมากมาย ผมเองก็เคยหมดเงินไปกับฮอร์โมนที่สั่งจากอินโดนีเซีย 40,000-50,000 บาท แต่ก็ไม่เห็นผล นอกจากนี้เสียงนก ไม่ได้หมายความว่าเสียงจากอินโดนีเซีย หรือมาเลเซียมาเรียกที่บ้านแล้วจะได้ผล แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของเสียงเรียกท้องถิ่นมากกว่า เหมือนคนใต้ก็จะคุยกับคนใต้รู้เรื่อง แต่เอาเสียงคนภาคกลางมา เขาก็จะรู้ว่าไม่ใช่พวกแล้ว ส่วนปัญหาที่ทำให้ธุรกิจบ้านรังนกในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ เป็นเพราะมูลค่าในธุรกิจนี้มันสูง การเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างผู้รู้จึงมีน้อย ในขณะที่นักวิชาการที่ทำการศึกษาในเรื่องนี้มีน้อยมาก″ พิเชษฐ์ สะท้อนภาพ


น.พ.อนันต์ จองทรัพย์เจริญกุล ผู้จัดการบริษัทสยามรังนกทะเลใต้ และกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยรังนกอีแอ่นกินรังภาคใต้ เล่าว่า ธุรกิจบ้านรังนกแอ่นกินรังจนถึงปัจจุบันมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 400 หลัง โดยในรายที่จะประสบความสำเร็จได้คือต้องอาศัยวิชาการและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเสียงเรียกนก หรือเสียงต่อนก อุณหภูมิในบ้านต้องอยู่ระหว่าง 26-32 องศาเซลเซียส การตีรังไม้ต้องถูกต้อง


″ที่หาดใหญ่ธุรกิจบ้านรังนกเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในเมืองและนอกเมือง เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ร่วม 50 หลัง หลายจุดราคาจำหน่ายในขณะนี้อยู่ที่ 30,000-40,000 บาทต่อกิโลกรัม″


กรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยรังนกอีแอ่นกินรังภาคใต้ บอกด้วยว่า การทำธุรกิจรังนกต้องเงินเย็นๆ จริงๆ เพราะเมื่อสร้างเสร็จต้องรออย่างน้อย 4-5 ปีกว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ หรือนกเข้าไปอยู่แต่หาก 1-2 ปี นกเข้าอยู่เลยก็ถือว่ากำไร ″รังนกเป็นอาหารชั้นสูง สามารถไปสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะคนจีนเชื่อว่าสามารถไปปรับพลังหยิน-หยางในร่างกายให้สมดุล และคอลาเจนในรังนกนั้น สามารถทำให้ผิวพรรณของคนที่ดื่มนั้นสดใส คนที่ป่วยเป็นหวัดเรื้อรังหากทานรังนกเป็นประจำก็จะหายไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทานรังนกราคากิโลกรัมละครึ่งแสน″


ประชุม เจนเจริญวงศ์ ประธานโครงการผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม สุราษฎร์ธานีให้ข้อมูลว่า ที่สุราษฎร์ธานีมีแหล่งเลี้ยงนกอีแอ่นประมาณ 200 แห่ง อยู่ในตัวเมืองประมาณ 30% และในอำเภอรอบนอกประมาณ 70% การเลี้ยงนกอีแอ่นเป็นธุรกิจที่พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมท้องถิ่น และสร้างความไว้วางใจต่อผู้บริโภคเรื่องความสะอาด การดูแลให้เป็นระบบฟาร์มถูกต้อง โดยปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ปีหนึ่งร่วม 1,000 ล้านบาท ให้กับจังหวัด


″การขายรังนกบ้านยังถือว่ามีปริมาณน้อยกว่ารังนกเกาะ ก็ถือเป็นโอกาสของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะสร้างโอกาส และแน่นอนมันก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ ผมเห็นว่าการประสบความสำเร็จยังถือว่าน้อยมาก คงต้องมีการศึกษาวิจัย ที่สำคัญภาครัฐ สถาบันการศึกษาน่าจะมีเข้ามามีบทบาทตรงนี้ให้มากขึ้น″ อภิชิต อังศุธรางกุล ผู้กว้างขวางในการสัมปทานรังนกธรรมชาติ ให้ข้อสรุป


กว่าจะเป็นบ้านรังนก


การทำบ้านรังนกเปรียบเสมือนการทำธุรกิจจำพวกอสังหาริมทรัพย์ โดยสิ่งที่ผู้ค้าจำเป็นต้องคำนึงถึงประการแรก คือ ทำเลที่ตั้ง ถ้าทำเลดีย่อมได้เปรียบ การทำบ้านรังนกนางแอ่นก็เช่นเดียวกัน เจ้าของบ้านต้องยึดหลักการสำคัญ คือ ต้องสร้างบ้านรังนกบน ″ทำเลทอง″


เลือกทำ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ 1. สถานที่ที่ใกล้กับแหล่งที่นกนางแอ่นอยู่อาศัย เช่น บ้านรังนกที่ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้ำหรือเกาะสัมปทานรังนก 2. แหล่งอาหารของนกนางแอ่น 3. เส้นทางที่นกบินผ่าน ซึ่งมักจะอยู่ระหว่างข้อ 1 กับข้อ 2


ที่น่าสนใจก็คือต้องสังเกตดูบนท้องฟ้าในช่วงเวลาเย็นๆ จะเห็นนกบินกลับรัวเป็นฝูงๆ การออกแบบอาคารบ้านรังนก นับเป็นข้อที่ต้องพิจารณาในลำดับต่อ จากการเลือกที่ตั้งทำเล อาคารบ้านรังนกไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลงจากอาคารพาณิชย์ที่มีอยู่เดิมหรือการสร้างใหม่เป็นบ้านนกโดยเฉพาะ การสร้างหรือทำการดัดแปลงดังกล่าว จะต้องตระหนักว่าขั้นตอนนี้จะเป็นรากฐานที่มีความสำคัญและจะส่งผลต่อการเข้าอยู่อาศัยของนกนางแอ่น โดยต้องคำนึงถึงในประเด็นดังต่อไปนี้


1. ความสูงของอาคาร ความสูงของหอนก และความปลอดภัยจากศัตรูของนก 2. ทิศทางของช่องนกเข้า ควรหันออกรับกับทิศทางหรือกระแสการบินกลับแหล่งอาศัยดั้งเดิมของนกให้มากที่สุด 3. การรับแสงแดด อันจะมีผลต่อความร้อนที่จะเกิดแก่ตัวอาคาร จึงควรให้ผนังอาคารรับแสงน้อยด้าน และในเวลาอันสั้น จะดีที่สุด และผนังที่ดีควรใช้วัสดุที่ไม่ดูดความร้อน 4. ภายในอาคารต้องมีพื้นที่เก็บเกี่ยวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ที่สำคัญควรมีช่องทางสำหรับนกใช้ขึ้น-ลง ระหว่างชั้นที่นกทำรังอยู่ขึ้นออกไปสู่หอนก ตลอดจนเข้า-ออกบ้านนกได้โดยสะดวก


5. ตัวอาคารจะต้องมีช่องทางระบายอากาศ แก๊ส และความร้อน ได้โดยสะดวก และหากสามารถออกแบบอาคารจนทำให้อากาศไหลเวียนได้โดยธรรมชาติ จนระดับอุณหภูมิและความชื้น คงที่ในระดับตามที่ต้องการ จะถือว่าเอื้ออย่างยิ่ง 6. ความมืดภายในอาคาร บ้านนกต้องมืดกว่า 7. เสียงรบกวน ซึ่งช่วงแรกๆ จะมีผลกระทบ แต่เมื่อนกตัดสินใจอยู่แล้วจะไม่มีปัญหา


องค์ประกอบต่อมาคือ ระบบเสียงเรียกนก เป็นหนึ่งในสี่องค์ประกอบสำคัญของบ้านรังนก (เสียง ความชื้น อุณหภูมิ ความปลอดภัย) เนื่องจากเป็นสื่อแรกที่จะทำให้นกเข้ามาเที่ยวชมบ้านนก


ระบบเสียงที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถแบ่งตามการใช้งานได้ ดังนี้


1. เสียงเรียกนอกบ้าน 2. เสียงเรียกในบ้าน แบ่งเป็น love song กับ fighting song โดย love song จะเป็นเสียงนกตัวผู้กำลังเรียกนกตัวเมีย ส่วน fighting song จะเป็นเสียงนกที่ทะเลาะกัน จิกตีกัน ปัญหาระบบเสียงมีหลายประการ ไม่ใช่ว่ามีเครื่องเสียงมีแผ่นซีดีเสียงนกแล้วจะใช้ได้ผล เพราะแผ่นซีดีที่มาจากบางแหล่งจะต้องใช้กับเครื่องที่ผลิตเพื่อการนี้เท่านั้น หากนำมาใช้กับเครื่องเสียงทั่วไป จะใช้ไม่ได้ผล


ปัญหาบ้านรังนก


เจ้าของบ้านไม่มีความรู้ทักษะในงานด้านช่าง จำเป็นต้องพึ่งช่างบ้านรังนกที่ส่วนใหญ่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสืบทอดกันมา ผลที่ปรากฏจะพบว่า มีประมาณไม่ถึงครึ่งที่ประสบความสำเร็จ เพราะยังขาดความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วย คือ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สภาพภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ ตำแหน่งที่ตั้ง ฤดูกาล และลักษณะทางระบบนิเวศน์ของแต่ละท้องที่


ฉลอง อักโขมี ที่ปรึกษาธุรกิจบ้านรังนก บอกว่า เมื่อนกเข้ามาทำรังแล้ว รังนกนั้นสามารถเก็บได้ทั้งปี โดยในช่วงที่เป็นโอกาสทองคือ คือ กุมภาพันธ์-เมษายน และช่วงมากที่สุด คือ กรกฎาคม -สิงหาคมของทุกปี นก 1 คู่สามารถมีลูกได้ 3 ครั้งต่อปี และโดยธรรมชาตินกอีแอ่นจะวางรังนกที่เดิม หากรังนกเก่าไม่มีการเก็บ นกจะวางซ้ำที่เดิม โดยรังเก่าหากปล่อยทิ้งไว้ 1 ปีจะเสื่อม ดังนั้นหากบ้านที่มีรังนกมากแล้ว จะมีรอบการเก็บ 21 วันเก็บ 1 ครั้ง


″หลังจากตัวแม่วางไข่แล้วลูกนกจะใช้เวลา 40-60 วัน ในการฟักตัวและสามารถออกมาหากินและผสมพันธุ์ได้เป็นพ่อแม่นกในรุ่นต่อไป แต่อยากจะให้คนที่ทำธุรกิจรังนกได้เข้าใจว่านกนั้นสามารถวางรังได้ทั้งปี ดังนั้นความเชื่อเรื่องคนเก็บรังนกแล้ว นกต้องกระอักเลือดมาทำรังใหม่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง″ ฉลอง กล่าว


jidkra


บ้าน...สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง  ภายใต้บรรยากาสที่เงียบสงบเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ
โอบล้อมด้วยขุนเขา ผืนป่าและสายน้ำ กับการต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเอง | กาญจน์สิริ  เชียงราย
  http://www.karnsiri.com/

http://www.karnsiri.com/

เอ๋

ที่มาข่าวแหล่งที่ 2


http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/12/news_27410173.php?news_id=27410173

เอ๋

ที่มาข่าว คลิกที่


http://www.ethainews.com/archives/7261

Page : 1
Webboardแสดงความคิดเห็น
เยี่ยม   แย่   แย่   แย่   เขิน   หยอกล้อ  ตกใจ  ร้องไห้   สงสัย   ขอโทษ   หดหู่   อย่าน่ะ   ต่อว่า   โอเค
รูปภาพ
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 3 MB.)
*ชื่อ
*สถานะ  
*อีเมล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
*รหัสยืนยัน

หมายเหตุ : : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

view